วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เรียนอิสระฯ-18พค55


 
บันทึกย่อพ่อครูสอน เรียนอิสระฯ สันติฯ
ศุ. ๑๘ พ.ค. ๒๕๕๕ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน๗ ปีมะโรง เริ่ม 18:05 น.

1. พ่อครูกับคุณเทิดภูมิไท ใจดี ร่วมจัดรายการ  คุณเทิดฯว่าได้ไปพบเห็นสถานที่ต่างๆแถวภาคเหนือ ประชาชนต้องรู้ทันนักการเมือง พ่อครูว่าการเมืองภาคประชาชน ต่างกับภาคราชการ  เขาหลงเข้าใจผิดเห็นว่าเขาเป็นเจ้านายประชาชน ไปสอนปชช.ที่ออกความเห็นว่า คุณไม่มีหน้าที่คุณอย่ามายุ่ง  นี้คือความเสื่อมแล้ว ที่ขรก.ไปเป็นเจ้าของสิทธิความเห็น  ขรก.การเมืองก็ยิ่งหลงผิด หลงเห็นว่าตนเองมีอำนาจโยกย้าย ขรก.เจ้ากรมต่างๆ ได้ตามอำเภอใจ  และแล้วก็ไม่ได้รับใช้ประชาชน ทำให้ประชาชนสิ้นอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย

2. พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง จนเป็นรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ มีทั้งอำนาจในการบริหาร และมีทั้งสมาชิกพรรคได้ไปเป็นประธานสภานิติบัญญัติ ซึ่งก็ไม่ต่างกันกับพรรคคอมมิวนิสต์เลย ปชช.มีหน้าที่แค่เลือกตั้งแล้วก็หมดหน้าที่ไปเลย  ยกอำนาจให้การเมืองภาครัฐสภาเท่านั้น แม้แต่อดีตนายกฯ ก็ยังบอกเลยว่า ผมยอมรับการเมืองรัฐสภาเท่านั้น การเมืองภาคประชาชนไม่ใช่ .. พวกเราปชช.ปฏิบัติการเมืองภาคปชช.กันอย่างไร ก็ทำเหมือนคณะรัฐบาลนั่นเอง เพียงแต่ว่าเราเอาเงินงบประมาณของประชาชนเองมาช่วยปรับปรุงกัน เช่น ทำสาธารณูปโภค ให้การอบรม ฯลฯ  โดยไม่ได้หาเสียงเลย  เช่น เราทำถนนระหว่างหมู่บ้าน ก็ไม่ต้องติดป้ายว่าเป็นงบของ ส.ส. คนไหน หรือแม้แต่พากันไปคัดค้าน ไปฟ้ององค์กรอิสระ เป็นหน้าที่ของปชช.ที่จะออกความเห็น

3. คนไม่มีแนวคิดที่จะลดความต้องการ มีแต่จะมุ่งหมายให้ได้ยอดสูงสุด  พ่อครูสอนเศรษฐศาสตร์แบบอาริยะโดยบอกว่า “ขายของขาดทุน” คนในสังคมยังไม่เชื่อว่าจะทำได้ยังไง พ่อครูบอกว่า ที่เราทำได้เพราะเราไม่ได้คิดราคาทุนที่บวกค่าแรง  เขาทั้งหลายเวลาคิดทุนก็มักจะคิดบวกค่าแรงงาน ค่าหัวคิดที่แพงกว่าค่าอื่นๆ เราลดค่าตัวลง ต้นทุนจึงต่ำลงไปตามที่เราลดได้ ระบบนี้ชาวอโศกรวมตัวกันทำงานฟรี ค่าตัวก็ถูกลดลงมาเป็นศูนย์เกือบหมด พวกเราเองก็ปฏิบัติตนลดละอบายมุข ละสิ่งที่เฟ้อฟุ่มเฟือย จึงกินใช้ไม่เปลือง ไม่เสียเวลาไปเที่ยวเตร่ เราจึงได้คืนมาทั้งเวลา ทุนรอน แรงงาน เอามาเสริมประโยชน์ได้มาก

4. ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนหยุดนิ่งอยู่เฉยๆ  จึงขยันหมั่นเพียร จึงเกิดผลได้เป็นภาคเศรษฐกิจอยู่ในการเมืองภาคประชาชน  เมื่อมีเหลือเฟือมากขึ้น เราก็เอาไปเจือจานสังคมอื่น นี่ก็คือการบริหารงานการเมือง ให้การศึกษาแก่ประชาชน เราตั้งโรงเรียน สอนฟรีและเลี้ยงดูอยู่กับเรา นี่แหละเป็นงานการเมือง คุณเทิดฯว่าทุนนิยมเอาทุนมาจากความโลภ พ่อครูขอแทรกว่า เราก็มีต้นทุนขึ้นมาแตกต่างจากทุนนิยม  คนเช่นเรามารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน มาอย่างเข้าใจและสมัครใจมาทำงานฟรี สร้างสรรค์ เสียสละกันเป็นส่วนมาก ผู้ขอแบ่งรายได้ไปก็มีจำนวนน้อย สูงสุดก็รายละสามพันบาทต่อเดือน ...

5. พ่อครูเล่าชีวิตวัยเด็กอยู่ใน อ.พิบูลมังสาหาร คนไปได้อาหารมาก็เอาไปแจกบ้านเหนือบ้านใต้ บัดนี้วิถีชีวิตเช่นนั้นมันหายไปหมดแล้วอย่างน่าเสียดาย ... คนไทยในความเห็นของพ่อครู ไม่ได้เห็นว่าคนไทยถอยร่นมาจากเมืองจีนเลย เราอยู่ที่นี่กันมานานแสนนาน ... (เล่าไปจิปาถะหลายเรื่อง)

6. การเมืองภาคประชาชน แท้จริงแล้วการเมืองเป็นเรื่องของประชาชน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว ไม่ใช่เพื่อของพรรคใด กลุ่มใด ไม่เช่นนั้นจะเดือดร้อนไปทั่ว จึงเป็นไปเพื่อปชช. และเป็นหน้าที่ของปชช. ที่จะต้องสอดส่องดูแลพวกนักการเมือง ปชช.เป็นผู้ว่าจ้างพวกเขามาทำงานให้กับปชช. ไม่ใช่ให้มาเป็นเจ้านาย  หากปชช.เดือดร้อนอันควร เราก็มีสิทธิ์เรียกร้องให้เขาช่วย  ขรก.ประจำก็คือเป็นผู้รับใช้ปชช. ขรก.การเมืองก็ยิ่งต้องมารับใช้ปชช.โดยตรง  โดยมีพระราชาเป็นประมุขของระบอบประชาธิปไตย คือ พระราชาเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นโดยผ่านสภาทั้งสาม

7. พวกที่ตั้งใจกลบเกลื่อนให้เข้าใจผิดไขว้เขวไปว่า พระราชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับอำนาจการเมืองระบอบประชาธิปไตย  คุณเทิดว่า ในหลวงทรงงานไปเพื่อความผาสุกของประชาชนทั้งสิ้น  พวกนักการเมืองเลือกทำอาชีพนี้ก็เพราะมันจะร่ำรวยที่สุด  ทักษิณวางแผนที่จะรวยล้นฟ้า เตรียมจะเอาเกาะกงไว้ ฯลฯ ... เรามาหาความจริงกัน ความจริงอยู่กับศีลกับธรรม

8. พ่อครูว่าการจะหาคนมาเปลี่ยนนั้น ก็ล้วนแต่หาเอามาจากบุคคลที่ ศึกษามาจากการศึกษาที่ล้มเหลว คือ ศึกษาได้ความรู้สูงๆ แล้ว แต่กิเลสความเห็นแก่ตัวไม่ลดลงเลย ก็รู้ก็ยิ่งได้เปรียบไปสร้างกฎระเบียบแบบแผน วางเส้นทางที่จะสืบทอดการได้ผลประโยชน์ ทั้งเก่งและฉลาดก็ยิ่งเหมือนเสือติดปีก (ไปขย้ำกัดคอคนอื่นที่ไม่เก่งเท่า/ผู้บันทึก) ...  ประเทศไทยควรต้องมาสอนให้มีอำนาจในการพึ่งพาตนเองให้รอด อย่าไปหวังพึ่งให้นักการเมืองเอางบประมาณมาแจก  คุณเทิดว่า ต่อไปทั้งโลกคนจะต้องหันมานับถือประเทศไทย  มาเอาความรู้จากไทย

9. พ่อครูว่าที่ทำให้รู้สึกมั่นใจ เพราะธรรมะของพุทธนั้น ได้ผลแล้วก็ได้เลย ไม่มีหวนกลับไปเสื่อมอีก เช่น เข้ากระแสโสดาบันเป็นต้น แล้วจะเจริญคืบหน้าไปสู่ความไม่ตกต่ำอีก  เจริญไปจนกระทั่งเที่ยงแท้ มุ่งหน้าไปสู่โพธิสัมปรายนะที่จะตรัสรู้นิพพานภายหน้า  แม้ระหว่างนั้นก็ยังมีพฤติกรรมที่ขยันสร้างสรรค์ ไม่สงบนิ่งดูดาย แต่ขยันไปก็ไม่ใช่เอาผลที่สร้างได้นั้นไปขูดรีดคนอื่น  นี้แหละคือความรู้ของคนที่เจริญเป็นอาริยะกันแบบนี้

10. ฐานะผู้เจริญก็ย่อมมีความสะอาด ความสวยงาม ที่พอเหมาะพอดี  การทำฉากเวทีในห้องส่งโทรทัศน์ของพวกเรา ก็รู้จักตกแต่งที่พอเหมาะ ด.ญ.หน้าต่างอายุ ๔ ขวบก็ช่วยแต่ง ฯลฯ การสื่อสารถ้าทำไปเพื่อประชาชน คุณก็ไม่ต้องเสนอสิ่งมอมเมาปชช.หรอก  ต้องรู้จักสาระที่แท้จริงแล้วก็สื่อออกไป  การมั่วสุมบันเทิงเริงรมย์นั้นมันแค่ของอาศัยพักผ่อนชั่วคราว (Armajor) ไม่ใช่เอามาเป็นอบายมุขที่ปลุกเร้า มอมเมาให้คนติดหลงการละเล่น พอติดแล้วราคามันก็แพงสูงลิ่ว .. พ่อครูสอนการใช้สื่อสารให้มีประโยชน์ทางสาระมากขึ้นหน่อย  สังคมจึงจะได้รับประโยชน์ พาไปเจริญ

11. จนพ่อครูมีโอกาสได้ดูแลแนะนำในสถานีโทรทัศน์ของอโศกเอง  พ่อครูมีทักษะงานอาชีพทำรายการโทรทัศน์ ก็ไม่เคยสอนพวกเรานักเลย  พวกเราก็พัฒนาเป็นกันเอง ... คำตอบจึงอยู่ที่คนเรา ไม่ใช่อยู่ที่หมู่บ้าน เพราะคนมีกิริยาทำดีได้  พัฒนาคนดีได้จึงทำให้ขยายไปสู่หมู่บ้าน สู่ตำบล แผ่กว้างออกไปได้

12. สื่อทุกวันนี้มอมเมาทั้งการร้องรำ ก็เป็นข้าศึกแก่กุศลไปหมดแล้ว เสริมกิเลสราคะโทสะให้หนาแน่นขึ้น  เพราะปรุงรสให้โมหะจัดหนักขึ้น  พ่อครูวิจัยได้รายละเอียดดี แต่คนที่ยึดความชอบนี้อยู่ ฟังแล้วจะต้องรู้สึกไม่ชอบพ่อครูเทศน์แบบนี้ ... คุณเทิดฯสรุปว่า คุณอย่าไปหวังพวกนักการเมืองในสภาเลย เพราะพวกนั้นมันเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา จึงควรต้องมาดูที่นี่.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น