วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
วิถีอาริยธรรม-20พค55
บันทึกย่อพ่อครูสาธยายธรรม ในรายการ "วิถึอาริยธรรม" สันติอโศก
อา. ๒๐ พ.ค. ๒๕๕๕ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะโรง เริ่ม 09:12 น.
1. พ่อครูพาไหว้พระเข้าถึงไตรสรณะ ท่านจันทร์เกริ่นว่า งานครบรอบการตรัสรู้ ๒๖๐๐ ปี ท่านเจ้าคุณปยุตโตบอกควรเรียกงานนี้ว่า “สัมพุทธชยันตรี” อโศกเราก็จัดงานนี้ร่วมด้วยเช่นกัน มีประเด็นคำถามหลายข้อ เช่น เงื่อนไขการไม่รับบริจาคง่ายๆ การไม่มีดอกไม้ การไม่รับค่ากัณฑ์เทศน์ การไม่อาราธนาก่อนเทศน์ การไม่ใช้เงิน ไม่ใช้รองเท้า ไม่รับนิมนต์งานแต่งงาน ฯลฯ อีกหลายคำถาม
2. พ่อครูว่า เราพยายามนำเอาความถูกต้องของพุทธศาสนากลับคืนมา มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่น่าระดมการปลุกเร้าให้คนตื่นตัวเรื่อง ศีลธรรม เรื่องการประพฤติปฏิบัติ สังคมไทยเราเสื่อมไปจริงๆ เพราะไปใส่ใจแต่ความรู้ด้านโลกียศาสตร์ พอเรานำพุทธศาสตร์เอามาปฏิบัติจริงจัง ก็หาว่าเราแอ็ค!! การรับบริจาคเราก็มีหลักเกณฑ์ที่จะให้ห่างไกลทางมาแห่งธุลี
หาก คุณมาใหม่ๆ แล้วก็เลื่อมใสอยากจะบริจาคทันทีนั้น ช้าก่อนๆ ขอให้คุณได้มาคบคุ้นรู้จักกับเราให้ดีๆ อย่างน้อยก็ต้องอ่านหนังสือเราสัก ๗ เล่ม ฟังธรรมะมานานหลายเดือน ฯลฯ เพราะเราไม่ต้องการเปิดช่องให้มุ่งแต่จะบริจาคเงินทองกันบานทะเล่อเท่อ ซึ่งกิจศาสนาไม่ต้องไปอิงกับเงินเป็นใหญ่ แต่แก่นพุทธเราจริงๆ นั้นมีธรรมะที่เป็นที่พึ่งพากันได้อย่างวิเศษ เช่น ตามระบบสาธารณียธรรม มีสาราณิยะ(ระลึกถึงกัน) คุรุกรณะ(เคารพนับถือกัน) สังคหะ(เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) ฯลฯ
3. ทำไมต้องกราบช้าๆ พ่อครูตอบ รู้จักลีลาคีตะ(เสียง) วาทิตะ(คำพูด) นัจจะ(ท่าทาง) ที่มีองค์ประกอบศิลป์อันไม่เป็นข้าศึกแก่กุศล แต่พาเจริญเลื่อมใสศรัทธาในธรรม สมัยแรกกราบช้าๆ และแช่นานๆ เพื่อถ่วงดุลการกราบไวๆ ประหลกๆ ยังกะปิ้งข้าวเกรียบ การกราบของพวกเรา ๓ ครั้งคือเคารพพระรัตนไตร ถ้ากราบเพียงครั้งเดียวก็หมายถึงเคารพเฉพาะบุคคลนั้น หรือเฉพาะหมู่นั้น หรือเฉพาะธรรมที่แสดงไปนั้น (ที่ยังไม่ครบพระรัตนตรัย)
4. การไม่ใช้ธูปเทียนดอกไม้ เพราะ มีข้อกำหนดห้ามไว้ในจุลศีล (ข้อ ๑๑) มิให้ตกแต่งด้วยดอกไม้ของหอม ต้องปฏิเสธและสอนไป ซึ่งพระไม่ได้สอนกัน พากันเอาใจญาติโยมด้วยการสวดให้พรตอนรับบิณฑบาต ซึ่งลามบานปลายออกไปมากแล้ว ... จึงยากในการที่จะเปลี่ยนแปลงกลับ เพราะคนเขายึดถือกันหมดแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านั้นคือ ถ้ามาทำตามอย่างโพธิรักษ์แล้วกลัวจะเสียเหลี่ยม !
5. การไม่สวดมนต์เป็นทำนองยาว ก็เพราะมีพระวินัยบัญญัติไว้ว่า มีโทษ ๕ ประการ ... ทำไมไม่มีการอาราธนาศีล ก็เพราะเพิ่งมาแต่งคำอาราธนาขึ้นมาเอง พระไปที่ไหนๆก็ต้องให้ศีลให้ธรรม ศีลคือหลักปฏิบัติ ธรรมคือการทรงขึ้นไว้ ... ทำไมไม่กรวดน้ำ ก็ เพราะไม่ได้เอาน้ำเป็นสื่อบูชาเพื่อให้ถึงพระธรรม แม้แต่พระพุทธเจ้าทรงอนุโลมให้กับเจ้าพิมพิสารที่กรวดน้ำนั้น ก็เป็นเพียงข้อปลีกย่อยทางสังคม ไม่ใช่ข้อหลักของพุทธศาสนา
6. ทำไมไม่ติดกัณฑ์เทศน์ เพราะ ศีลข้อ๑๐ของเณรนั้นก็ห้ามรับเงินแล้ว การรับเงินรับทองอยู่นั้นก็ไม่ควรออกบิณฑบาตหรอก เพราะเอาเงินไปซื้อกินได้ พ่อครูพูดแล้วก็กลัวจะแสลงใจแก่เขาทั้งหลาย ... ทำไมไม่มีการตั้งจิตอธิษฐานขอ ก็เพราะคำว่าอธิษฐานแปลว่าการตั้งใจ เป็นการตั้งสัจจะที่จะปฏิบัติให้ได้ผล ไม่ใช่การขอ
7. ทำไมไม่สร้างพระพุทธรูป พ่อครู ไม่ส่งเสริมให้ไปสร้างกันจนเกร่อ มีคนพูดตู่ว่าพระอโศกไม่กราบไหว้พระพุทธรูป เรารู้จักเคารพในสิ่งแทนคือพระพุทธรูป พ่อครูเคยเขียนสอนการเคารพกราบไหว้พระพุทธรูป โดยไม่ให้เป็นแบบเทวนิยม คือ “ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาแบบ “เทวนิยม” แต่เป็นแบบ “อเทวนิยม” จึงอย่าบูชาพระพุทธรูป “ผิด” ไปเป็นแบบที่บูชาพระเจ้า หรือเทพเจ้าที่จะบันดาลสิ่งต่างๆ ให้ได้ จงบูชาพระพุทธด้วยธรรมบูชา อย่าบูชาพระพุทธด้วยอามิสบูชา ตามแบบเทวนิยมที่บูชาเทพเจ้าหรืออาตมัน เช่น.. อย่าจุดธูปเทียนไฟบูชา (เป็นอัคคียัญ) อย่าใช้น้ำทำพิธีบูชา หรือทำน้ำมนต์ (สิญจนยัญ) อย่าเอาดอกไม้ของหอมบูชา (เป็นวัตถุอนามาส)
8. และ อย่าอธิษฐานโดยอ้อนวอน ขอให้พระพุทธรูป หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดลบันดาล ให้ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะ “พุทธ” ไม่ใช่ศาสนาที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้แบบศาสนาที่นับถือเทพเจ้า ซึ่งเป็นเทวนิยม เพราะ “พุทธ” นับถือ กรรมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พุทธจึงมีการพัฒนากรรมไปเป็นที่พึ่งแท้ (ไตรสรณะ) กรรมนั้นจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง.
9. อย่าไปอธิษฐานขอ เพราะศาสนาพุทธเราให้อัตตาหิ อัตโน นาโถ และเราไม่ต้องไปหว่านล้อมหลอกล่อให้ได้บริวารมาเคารพนับถือ พ่อครูสอนว่าถ้าเราสอนให้ได้แก่นจริง เขาจะมาเคารพนับถือเองตามสัจจะ ... ทำไมไม่มีมหรสพฉลองกฐินผ้าป่า ท่านจันทร์ตอบว่า มหรสพอันเป็นข้าศึกแก่กุศลไม่ต้องเอามา กฐินเป็นเรื่องของพระ ผ้าป่าเป็นเรื่องของโยม ท่านจันทร์เล่าความเป็นมาของการมีพุทธานุญาตให้มีกรานกฐิน แต่ทุกวันนี้กฐินคือการได้เงินมาอวดกันว่า ปีนี้กฐินได้กี่ล้าน ผ้าป่าก็เช่นกัน พระกลับทำผิดโดยไปตกลงนัดแนะกับญาติโยม ให้มีกองผ้าป่าขึ้นมา ทั้งที่จริงการทอดผ้าป่านั้นพระกับโยมจะไม่รู้จักกัน
10. แม้แต่การบานปลายออกไปสู่การสวดคาถาชินบัญชร ซึ่งคำแปลนั้นก็เป็นไปอย่างเทวนิยม ที่อัญเชิญเอาพระอรหันต์มาสถิตตรงนั้น ตรงนี้ในร่างกาย แม้แต่การสวดคาถายอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏก ท่านจันทร์ก็สอนไม่ต้องไปสวดก็ได้
11. คำทักทายทำไมไม่ใช่คำว่าสวัสดี ใช้ คำว่าเจริญธรรม เป็นการให้ความหมายเพื่อได้สำนึก รู้สึกตัวขึ้นมา ให้ปรับปรุง ให้เจริญดีไปในทางธรรม ... การไม่สร้างพระเครื่องบูชา ไม่ปลุกเสกของขลัง พ่อครูว่า พระเก่งๆ นั้นมีสองฝ่าย ๑.ฝ่ายสอน ๒.ฝ่ายเสก เรื่องเสกของขลังมันออกนอกพุทธศาสนา มีคนมาขอเอารูปพ่อครูไปทำล็อกเกตที่ระลึกห้อยคอ พ่อครูให้ทำแต่ไม่ให้ไปสัญญาว่าเป็นของขลัง ...
12. บุญนั้นแบ่งปันออกให้ใครไม่ได้ ถ้าแบ่งได้ก็ต้องแบ่งบาปออกไปให้กันได้ด้วย ... ถามเรื่องย่าม ร่ม ไม่ใส่รองเท้า เป็นการฝึกมักน้อยสันโดษ ไม่ต้องเปลือง ... การไม่รับนิมนต์ไปในงานแต่งงาน เพราะไม่ต้องไปเป็นส่วนร่วมเป็นสื่อชักให้ชายหญิงได้เป็นผัวเมียกัน พระองค์ทรงสนับสนุนให้คนอยู่เป็นโสด จึงไม่ต้องไปสวดอวยพรให้เจริญไปในทางนั้น ... เรื่องสีจีวร ก็ไม่ไปนุ่งห่มสีเหลืองเพราะพระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ ...
13. วิธีการบวชสมณะของชาวอโศก จะไม่เหมือนของเถรสมาคม ซึ่งวิบัติไปตั้งแต่การสอบถามที่ทำกันเป็นประเพณีเท่านั้น ไม่ได้เข้าสู่การรู้ความหมาย อโศกเราต้องซักถามสอบคั้นเอาความจริงกันจริงๆ ให้มาสมัครเป็นผู้บวช ให้หมู่สงฆ์ดูความเหมาะสม เช่นซักถามว่า ยังเป็นข้าของพระราชา หรือเป็นข้าราชการอยู่หรือเปล่า ... หากยังมีที่ดินอยู่ก็ต้องไปเซ็นสละออกมา จนใช้หลัก "เยภุยยสิกา" คือใช้มติจากเสียงส่วนใหญ่ หรือคือการโหวตของหมู่ หากมีใครคัดค้านเพียงหนึ่งรูปก็ไม่ผ่าน หมู่สงฆ์จึงเป็นใหญ่ในการอนุมัติว่าจะรับเข้าหมู่ ให้เป็นสมณะหรือเป็นภิกษุขึ้นมาไหม ? ไม่ใช่ไปให้พระผู้นำเข้าหมู่หรือพระอุปัชฌาย์นั้นเป็นใหญ่.
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น