คลิปรายการย้อนหลัง "เรียนอิสระฯ" ตอน..ศักยภาพของผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้มรรคผล..โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ร่วมดำเนินรายกา
บันทึกย่อพ่อครูบรรยายธรรม เรียนอิสระฯ ที่สันติฯ
จั. ๒๑ พ.ค. ๒๕๕๕ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะโรง เริ่ม 18:05 น.
1. อ.กฤษฎาเกริ่นว่า..สังเกตุเห็นการทำงานของพ่อครูในวันนี้ ยังทำมาไม่ได้หยุดเลย เป็นเรื่องศักยภาพที่เหนือมนุษย์ปุถุชนทั่วไป พุทธชยันตีมีความหมายอย่างไร คนไทยควรจะทำยังไง พ่อครูว่าน่าจะเรียกตามเจ้าคุณปยุตโตว่า “สัมพุทธชยันตี” ก็คือ ชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้ว ก็ทำงานประกาศให้แก่โลกมายาวนานครบ ๒๖๐๐ ปี มีการชักชวนนำพาให้คนเกิดสภาพขมีขมัน นำจูงให้คนประพฤติพัฒนาไปตามองค์ประกอบที่มีขึ้น
2. การตรัสรู้ของพระองค์นั้น คำว่าตรัสรู้ คือ มีความรู้ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ท่านมีความรู้นั้นๆแล้ว เมื่อท่านพูดสอนใครๆ ก็ไปปฏิบัติจนเกิดผล(ภาวนามยปัญญา) จนบรรลุตามคำที่พระองค์สอน จึงเรียกว่าการตรัสรู้ แม้แต่พระสาวกก็สามารถตรัสรู้ตามคำตรัสสอนนั้นได้ การตรัสรู้จึงไม่ใช่จะให้ใช้เฉพาะแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ... ถึงทุกวันนี้ก็ยังมีความรู้ของพระพุทธเจ้าสอน แต่มันเพี้ยนจากมรรคผลของพุทธไปมากแล้ว เหมือนกลองอานากะที่เปลี่ยนเนื้อไม้-หนังไปแล้ว แต่ก็ยังเรียกว่ากลองอานกะอยู่
3. ความรู้อันนี้คือสภาวธรรมของนามธรรม ที่เกิดจาก มโนปุพพัง ที่ตั้งต้นมาจากจิตมาก่อนอื่น จะดำเนินไปอย่างไร(คมาธัมมา) จะเจริญไปอย่างไร(มโนเสฏฐา) ก็สำเร็จมาจากจิต(มโนมยา) ... ธรรมะของพุทธนั้นใครๆ จะไปบรรลุรู้เองไม่ได้ โดยอยู่ดีๆ ไม่มีใครบอกสอนแล้วไปทำเองแบบ อยู่ดีๆ ก็ผลัวะรู้ขึ้นมาเองเป็นปัจเจกนั้น แล้วปัจเจกนั้นจะสอนใครไม่ได้อีก อันนี้พ่อครูขอแย้งว่าไม่ใช่ เพราะแม้แค่ผู้ที่สอนไม่เก่งแต่ท่านก็พูดได้ เช่น พระอัสสชิพูดแต่น้อย จนพระสารีบุตรก็บรรลุรู้ตัวขึ้นมา
4. การตรัสรู้บรรลุรู้นั้น จะต้องมีหลักที่ถูกต้องตรงต่อสภาวะของพุทธ ตนเองต้องตั้งอยู่ในคุณอันสมควรก่อน บอกสอนผู้อื่นแล้วจึงจะไม่มัวหมองภายหลัง ถ้าคุณยิ่งมีคนนับถือมาก แต่ไปบอกสอนเขาผิดๆ มันก็ยิ่งจะเป็นมรรคผลที่เลอะเทอะไปใหญ่ ในสัทธา๑๐นั้น สัทธาหรือศรัทธาจะต้องเกิดกำลังขึ้นเป็นศรัทธินทรีย์ หรือเชื่อถือแล้วก็ย่อมเชื่อฟัง จนเกิดสัทธาพละขึ้นเรียกว่า ถึงความเชื่อมั่น ... ศีลก็เช่นกัน เมื่อมีกำลังขึ้นก็จะเป็นอธิศีล เกิดไปถึงจิตที่มีปัญญามีวิมุติ เกิดผลแล้วจึงจะสืบทอด เป็นเชื้อให้ผู้อื่นปฏิบัติเกิดผลตาม มาถึงทุกวันนี้ได้จึงเป็นการรักษาเนื้อชัยชนะของพุทธ แต่ทุกวันนี้เนื้อหาของพุทธแทบจะไม่เหลือชัยชนะเอาไว้แล้ว แต่คำของพุทธก็ยังมีอยู่ เช่น มรรคองค์๘ สัมมาสมาธิ สมาธิ ก็เหลืออยู่ แต่เนื้อหามันเพี้ยนจากพุทธไป
5. ทุกวันนี้ก็ยังพอมีได้ เป็นไปได้มีชัยชนะ ยังพอมีมรรคผล มีพยัญชนะที่ยังพอถูกต้องอยู่ ยังมีผู้มีบารมีมาอธิบายธรรมะให้ถูกต้องอยู่ สาวกของพระพุทธเจ้าก็ยังมีอยู่ แม้จะมีน้อย แม้จะพูดสอนถูกได้เป็นจำนวนน้อย ก็ยังมีพุทธชยันตีอยู่ พ่อครูมายืนยันว่าตนเองเป็นพระสาวก ที่กำลังมองหาผู้มาบรรยายให้ถูกต้องได้อย่างพ่อครูบ้าง เขาจึงหาว่ามันหลงว่าถูกอยู่คนเดียว พ่อครูว่าก็ลองมาบรรยายอย่างที่ถูกต้องแบบนี้บ้างได้ไหมล่ะ พ่อครูก็เลี่ยงไม่ออก แก้ตัวไปก็ไม่พ้น เพราะพูดถึงความผิดก็เหมือนจะเอาความถูกไปข่มเขา
6. การตรวจสอบผลของความถูกต้องด้วยหลักต่างๆ เช่น กถาวัตถุ๑๐ หรือหลักตัดสินพระธรรมวินัย๘ นั้น ก็เป็นไปเพื่อละหน่ายกามราคะ เพื่อไม่ผูกสัตว์เอาไว้ จะต้องเรียนรู้จักความเป็นสัตว์คือ สัตตาโอปปาติกะ ที่เป็นทั้งสัตว์ชั้นพรหม จะต้องพ้น แม้แต่ผู้ที่ได้ทักขิเนยบุคคลขั้นที่ ๕ คือกายสักขีนั้น ก็จะต้องมีกายคือ องค์ประชุมที่จะมีผลของธรรมะ ทั้งกายนอกและกายใน ที่จะต้องละความผูกมัดรัดรึง ฯลฯ
7. ผลของผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะมีอะไรที่มีศักยภาพกว่าคนทั่วไปนั้น คนนั้นจะได้อิสระจากอบายภูมิ ไม่ติดข้องอยู่กับอบาย ฯลฯ ผู้ประพฤติลดละได้แล้ว ดูได้ง่ายๆ จากหลักตัดสินธรรมวินัยข้อต่อไปคือ เป็นผู้ไม่สะสม (อปจยะ) เป็นผู้มักน้อย (อัปปิจฉะ พ่อครูแปลให้ถึงๆ ว่า กล้าจน) เป็นผู้มีใจพอ (สันโดษ) ใจพอนั้นหมายถึงจิตมันไม่เอามาเพื่อตัวตนอีกแล้ว เป็นผู้มีใจสงบสงัด (ปวิเวกะ) หมายถึงความสงบสงัดทางกายและจิตนั้น มันสงัดจากกิเลส ไม่ใช่ไปทำให้กายมันอยู่เฉยๆ เงียบๆ ไม่ทำงาน หรือจิตสงบก็ไม่ใช่การสอนที่ ไม่ให้เอาจิตออกนอกตัว ซึ่งไม่ใช่เลย พุทธเราจะมีผัสสะรับรู้จากสิ่งมากระทบอยู่เสมอ
8. แม้แต่หลักกถาวัตถุ๑๐ หรือหลักวรรณะ๙ ซึ่งพ่อครูอธิบายจนครบทุกข้อ บางข้อก็ซ้ำกันหลายสูตรเช่น อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ (มักน้อย สันโดษ สงบวิเวก) ฯลฯ ... ซึ่งเราเป็นชาวพุทธที่ได้ผลกันอย่างนี้ เราจึงควรฉลองผล ที่เราทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้เป็นไปได้จริงในผู้คน เราได้อย่างสัมมาทิฏฐิที่เป็นเนื้อแท้
9. ซึ่งผู้ได้ผลแน่นอนแล้ว ได้สู่ความไม่ตกต่ำ ได้ถึงความคงทนยั่งยืน เป็นหมู่เป็นกลุ่มเป็นแก่น ที่จะทวีหนาแน่นเข้า สืบทอดไปอีก จนเห็นผลที่มีกำลังอีก ๔ คือ มี “พลังปัญญา” ที่เป็นปัญญาโลกุตระ แล้วยังมี “พลังวิริยะ” ที่สมบูรณ์ ไปทำการงานอันไม่มีโทษ มี “อนวัชชพลัง” ชนิดที่ปราชญ์จะตำหนิไม่ได้ ซึ่งทำงานไปแล้วก็จะเป็นไปเพื่อ “สังคหพลัง” คือพลังแห่งการช่วยสงเคราะห์เยียวยา ช่วยเหลือให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น นี้แหละคือผลของผู้ปฏิบัติธรรม ที่พ่อครูเอาไปเขียนขยายให้ความรู้ว่าการศึกษาต้องศึกษาไปโดยมีเป้าหมายเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น
10. เมื่อมีพลัง๔นี้แล้วจึงพ้นภัย ๕ คือ ๑.อาชีวิกภัย คือไม่ต้องกลัวว่าชีวิตจะดำรงอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่คบกับเพื่อนที่ให้ประโยชน์ทางอบายมุขอยู่ ๒.จะไม่ต้องกลัวโลกตำหนิ (อสิโลกภัย) พ่อครูยกตัวอย่างถึงผู้มาคบหาศรัทธาอโศกแล้ว ก็ลาออกจากงาน ไม่เอาเงินเดือนทั้งๆ ที่มีการศึกษาดี มีงานการดี พ่อแม่ก็มาต่อว่าว่าโง่ไม่มีปัญญา ฯลฯ อันนี้เขาตำหนิเพราะเขาไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจพลังปัญญาเช่นนี้ ต่อไปจึงจะ ... ฯลฯ
11. ไม่ต้องกลัวภัยขั้นที่ ๓ คือ การสะทกสะท้านต่อสังคม (ปริสสารัชชภัย) เพราะปัญญามันมีพลังดีแล้ว ๔.คือมรณภัยก็ไม่กล้วแม้แต่ความตาย เพราะทำให้กิเลสตายไปแล้ว จะไปกลัวอะไรมาพรากไปให้เสียดายอีก (พ่อครูสอนถึงภาวการณ์ตายแล้วมาเกิดนั้น จะหยิบเอาเหตุปัจจัยแต่ละชุดวิบากเท่านั้นมาเกิด ไม่ได้เอามาทั้งหมด) .. ๕.ทุคติภัย ก็ยิ่งไม่ต้องกลัวว่าจะไปสู่ภัยนรก หรือไม่ต้องกลัวการตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว
12. มีผู้รายงาน วาทะกรรมของทักษิณที่โฟนอินมาครั้งล่าสุด มาจากเมืองจีน ที่พูดเอาแต่ได้ ก็เมื่อก่อนนั้นคุณไปทำให้ชาติเสียผลประโยชน์ทำไม แล้วก็จะให้คนหันมาปรองดอง ตัวเองบอกว่าแม้ตายไปก็ไม่ยอมแพ้ เมื่อคุณไม่ยอม คุณไม่หยุดแล้วจะให้ใครหันมาปรองดองด้วย มันก็ไม่สงบไปตามวาทะของคุณหรอก มันเหลวไหลไร้สาระ ก็มีแต่คนโง่ด้วยกันแหละที่จะโห่ร้องเชิดชูวาทะกรรมแบบนี้ ... อ.กฤษฎาสรุป ได้คำตอบแล้วว่า ทำไมพ่อครูจึงต้องพาไปนิพพานกัน.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น