วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
สงครามสังคมฯ-22พค55
คลิปรายการย้อนหลัง "สงครามสังคมฯ" ตอน..แสงอรุณก่อนเป็นโสดาบัน โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ถ่ายทอดสดจาก fmtv สันติอโศก กรุงเทพฯ เมื่อ 22 พ.ค.2555
บันทึกย่อพ่อครูสอน สงครามสังคมฯ ตอน..แสงอรุณก่อนเป็นโสดาบัน สันติฯ
อั. ๒๒ พ.ค. ๒๕๕๕ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะโรง เริ่ม 18:04 น.
1. พ่อครูว่าจะสอนต่อเรื่อง ปฏิปทาของผู้จะประพฤติเป็นโสดาบัน พ่อครูประมวลหลักธรรมต่างๆ มาให้รู้เบื้องต้น เพื่อให้เข้าทางไปสู่การบรรลุอย่างถูกต้อง อย่างแรกที่นำมาคือแสงอรุณของธรรมะ ที่จะต้องมาก่อนอื่นเลยก็คือ ๑.มีมิตรดีเพื่อจูงนำไปสู่อริยมรรค ไม่ใช่ไปอยู่ปลีกเดี่ยวแบบที่เห็นผิดในคำสอนที่ว่าไม่ให้คลุกคลีกับหมู่ ซึ่งศ.พุทธนั้นให้คบกับมิตรดี มีมิตรสพรหมจรรย์ที่จะพากันเจริญไปในมรรคมีองค์ ๘ พ่อครูขยายความในมรรค๘ ที่จะต้องมีมิตรดี ถึงพร้อมให้ถึงความวิเวก ให้ได้อาศัยวิราคะ ได้อาศัยนิโรธะ น้อมไปในความสละ
2. การมีมิตรดีจึงไม่ใช่การปลีกเดี่ยวไปอยู่แต่ผู้เดียว ซึ่งการอยู่ผู้เดียวนั้นแท้จริงแล้วก็คือ การไม่มีกิเลสเป็นเพื่อน ... พ่อครูขอไล่หัวข้อหลักๆ ให้รู้จนครบก่อน หลักการข้อที่ ๒ คือจะต้องมีความถึงพร้อมด้วยศีล จึงจะเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค หลักที่ ๓ คือ ถึงพร้อมด้วยฉันทะ (ฉันทสัมปทา) คือคุณต้องยินดี พอใจ หากไม่มีฉันทะแล้วมาฟังธรรมก็มาจับผิด .. หลักที่ ๔ คือ ถึงพร้อมด้วยการรู้อัตตา คือ อัตตสัมปทา อย่าไปเรียนลัดเข้าหาความรู้ชั้นสูงก่อน คือ ธรรมะทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีอัตตา ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น ซึ่งอัตตาหยาบๆ คุณก็ยังมีอยู่ ยังข้ามไปไม่ได้ จึงต้องมาเรียนรู้ให้รู้จักกายในกายก่อน เวทนาในเวทนาก็เป็นอัตตาที่คุณยึดไว้ โดยยังละออกไม่เป็น จิตในจิตคุณก็จะยึดจิตเป็นอัตตาอยู่นั่นเอง
3. หลักที่๕ก่อนที่พระอาทิตย์จะมาก็คือ การถึงพร้อมด้วยความเห็น (ทิฏฐิสัมปทา) ซึ่งต้องเข้าใจรายละเอียดของทิฐิในทิฐิ ไม่ใช่ไปหาว่าเขามีทิฐิตะพึด หลักที่๖ คือถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท หลักที่ ๗ คือ ถึงพร้อมด้วยการกระทำใจเป็น และทำไว้โดยแยบคาย การทำใจให้ถูกและทำใจเป็นนี้ แม้แต่ทิฐิที่๑ การทำทาน ก็ต้องทำใจให้เป็นให้ถูก ว่า ทำทานนี้ย่อมเป็นไปเพื่อละออก เพื่อสละออก เพื่อวิเวก วิราคะ เพื่อนิโรธ
4. การทำมนสิการเป็นและทำให้ถูกต้องนั้น จะต้องเป็นแสงอรุณที่ต้องมาก่อน ไม่ใช่จะละเลยไป เช่นทำใจเป็นด้วยศีลให้ถึงพร้อม อย่าข้ามกระโดดไปทำใจที่การทำสมาธิ ซึ่งพ่อครูพูดว่าบอกสอนเช่นนี้ก็เพราะเคยทำมาหมดแล้ว ไม่ใช่หมาเห็นองุ่นเปรี้ยว
5. นี้คือความรู้เบื้องต้นที่จะรู้ก่อนการลงมือปฏิบัติมรรค๘ อันคือทางเอก ก่อนที่จะได้ฌาน ได้สมาธิ ซึ่งเป็นอิทัปปัจจยตาเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ไม่ได้ข้าม ไม่ได้แบ่งกันปฏิบัติเลย เริ่มตั้นมีฉันทะปฏิบัติศีลก็ได้ผลจนเกิดสมาธิ ระหว่างนั้นก็ย่อมเข้าใจในอัตตา รู้ทิฐิที่จะต้องทำให้สัมมาทิฏฐิ คือยอมละทิฐิที่เห็นผิด ทิฐิที่เคยยึดมั่นว่าปฏิบัติจะต้องหลับตาทำสมาธิ เมื่อยอมฟังพ่อครู แล้วยอมทำใจลงสู่ในใจ ไม่ได้ฟังแบบอาบน้ำกลัวเปียก ก็จะได้รู้รอบทั้งทิฐิ ทั้งอัตตา การทำมนสิการก็คือการทำใจในใจ
ช่วงตอบประเด็น : ฝากถามไปยังพรรคประชาธิปัตย์ .. ขอสุ่มถาม บัดนี้พ่อครูประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ชาวอโศกได้ประสบความสำเร็จหรือยัง (พ่อครูเลยขอถามชาวอโศกบ้าง และตอบว่า อาตมาก็ประสบความสำเร็จแล้ว ตายไปวันนี้ก็สบายแล้ว ต่างจากเมื่อ ๔๒ ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ได้เรื่อยๆ สำเร็จตามรายทางมาได้ตามลำดับ สำเร็จอะไร ก็สำเร็จได้คนผู้เจริญ ได้โสดาฯ ได้สกิทาฯ ได้อนาคามี
ส่วนอรหัตตผลนั้นจะต้องรู้แจ้งกันให้ดีๆ จะได้อรหันต์ก็จะต้องได้สัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกายให้ดีๆ พ่อครูจึงขอทำหน้าที่สั่งสอนเรื่องกายนอกกายใน หรือองค์ประชุมอันเป็น"กายของรูปภพ กายของอรูปภพ" ... ฯลฯ ... อุธัทจะนั้นก็คืออากิญจัญญายตนะ ที่จะต้องเผาให้สำเร็จ พ่อครูพยายามแจกแจงสอนให้รู้กันง่ายๆ ผู้ที่ฟังแล้วจะเอาไปตรวจตนเองจึงเข้าใจ
ประสบความสำเร็จได้อย่างไร พ่อครู พอรู้ว่าโสดา สกิทา อนาคา คืออย่างไร อโศกนั้นมีรูปธรรมที่ไม่มีอบายได้สำเร็จแล้ว ศีล๕แม้แค่ทางกายก็สำเร็จเป็นโคตรภูบุคคลแล้ว หากมีจิตที่ตัดขาดได้จริงๆ ก็ย่อมเป็นโสดาบันกันจริงๆ สกิทาคามีบุคคลก็ตัดโคตรกันที่ศีล๘ หากจะให้มั่นใจจริงๆ ก็ต้องตัดโคตรกันที่จิตตัดขาด ไม่หลงติดในรูปรส กลิ่นเสียงสัมผัส ... นี้คือเครื่องมือชี้วัด แม้แต่ศีล ๑๐ ที่ตัดสินการเป็นอนาคาริกบุคคล ฆราวาสเราเองก็ไม่ใช้เงินทองส่วนตัวกันได้แล้ว ตัดโคตรโลกียะได้ตามลำดับ
สมณะ อโศกมีเด็กวัดคอยหิ้วกระป๋องรับอาหารให้ไหมครับ เคยเห็นสมณะบิณฑบาตได้ของเต็มบาตรแล้ว ท่านก็ไม่รับอีก ... (เราไม่ให้มีเด็กวัดถือถังคอยเดินตามหรอก แต่ถ้าบิณฑบาตรภายใน ก็จะมีแผนกคอยถ่ายบาตร เพราะฆราวาสเราเองก็)
ขอให้อธิบายคำว่า เราไม่พัก เราไม่เพียร เราจึงข้ามโอฆสงสารได้ คืออะไร (คำว่าเราไม่พักอยู่ ก็คือก็ยังดำเนินความเพียรไปได้อยู่ ส่วนเราไม่เพียรอยู่ ก็คือ เราพักแล้วไม่เพียรอยู่อีกแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้บรรลุนิพพานแล้ว ย่อมรู้จักทำ รู้จักหยุด ไม่ใช่เอาแต่หยุดโดยไม่รู้จักเพียรทำประโยชน์ต่อ ส่วนผู้ที่ยังไม่บรรลุนั้น ไม่เพียรก็คือย่อมจม ไม่พักก็คือการลอย) ... ขอให้บอกความสำคัญของงานวันอโศกรำลึกด้วย เพราะมีคนเห็นว่า แค่งานไปกินไปสังสรรค์กันเท่านั้นเอง (พ่อครูว่า งานมันเป็นเรื่องของสังคม ที่พอจะเอื้ออวยให้เกิดการเรียนรู้จากองค์ประกอบของงาน)
มิจฉาทิฐิ จะวิปลาส (เมื่อคุณได้สัมมาทิฐิก็จะลดมิจฉาลงไปเรื่อยๆ จะมีคุณแห่งปัญญา มีกำลังของปัญญาขึ้น ทิฐิความเข้าใจก็ยิ่งจะเป็นความเห็นที่ถูกตรงยิ่งขึ้น) ... การเชียร์สินค้าที่เชิญวิทยากรมาออกทีวี ด้วยการนำสินค้ามาขาย ถือว่าเอาเปรียบ ก็อย่าให้มียังงี้
กามนิตคุยกับพพจ.อยู่ ทั้งคืน โดยไม่รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องแต่งหรือว่ามีจริง (ตอบว่าแต่งขึ้น แต่ก็เอามาจากเค้าจริงในพระไตรปิฎก ก็เขามีโมหะ เข้าหาสัตบุรุษแต่ก็ไม่รู้จักสัตบุรุษ ถ้าคุณยังมีมิจฉาทิฐิ คุณก็ควรตั้งใจฟังบัณฑิตผู้ที่มีความเห็นต่างไปจากคุณ อย่ามัวแต่ยึดความเห็นที่ผิดๆ อยู่เลย ...
คำ ว่าสัมพุทธชยันตี สัม แปลว่าอะไรคะ สัม คือ ความสมบูรณ์ให้บริบูรณ์ขึ้น เช่น สัมปัชชะ สัมปทา มาจาก สม พ่อครูแยกมาจากคำว่าสมาธิ (สม+อธิ) ซึ่งนักบาลีไม่เห็นด้วยในการแจกไวยากรณ์แบบนี้
การไม่ได้มีเจตนาที่จะทำบาป แต่ก็ทำแล้วเช่นเหยียบสัตว์ตาย อันนี้แม้ไม่มีบาป แต่ก็ไม่พ้นที่จะมีวิบาก เพราะสัตว์มันย่อมอาฆาตได้
จิตอสุรกายเป็นยังไงคะ (ก็ คือจิตไม่กล้า เช่น ไม่กล้าลดละกิเลส ไม่กล้าที่จะทำตามหน้าที่ระงับความเสียหาย เพราะกลัวจะเสียลาภ เสียยศตำแหน่ง) ... โพธิสัตว์สูงกว่าอรหันต์ใช่ไหมคะ (ก็สูงด้วยกันนั่นแหละ โพธิสัตว์จะช่วยเหลือทำประโยชน์ท่านได้ ก็เพราะตนได้รับประโยชน์ตนก่อนแล้วคือ ได้อรหันต์เป็นหลักประกันของตนก่อน).
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น